หนังคนละม้วน! “เอส กันตพงศ์” เผยถูกอดีตภรรยาฟ้องหย่า ช้ำลูกเรียกว่าลุง แต่เรียกคนอื่นว่าพ่อ
กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนที่แฟนๆ จับตา สำหรับเรื่องราวของครอบครัวพระเอกหนุ่มชื่อดัง “เอส กันตพงศ์” ที่ออกมาเปิดใจก่อนหน้านี้เรื่องหย่าร้างกับอดีตภรรยา “คิตตี้ คริสติน่า” โดยล่าสุดหนุ่มเอสเปิดใจเรื่องราวทั้งหมดไม่ตรงกับที่ฝ่ายหญิงพูด
.jpeg)
.jpeg)
โดยบอกว่า ที่คิตตี้ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ความจริง เช่น การฟ้องหย่าตนโดนฟ้องหย่า ตั้งแต่ตอนที่หายป่วยใหม่ๆ สิทธิปกครองบุตร 100% ตอนฟ้องหย่าเขาเป็นคนขอ ตอนนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องขึ้นศาล ผมเก็บความจริงไว้ ขอโทษที่ไม่ได้บอก เพราะไม่อยากให้กระเทือนกับลูก ที่เคยถามเหตุผลเพราะว่าอะไร ทุกวันนี้ก็ยังไม่ทราบเช่นกัน เขาบอกว่ามีบุคคลที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้อง น่าจะกลับไปถามเขามากกว่า ครอบครัวไม่เคยเข้ามายุ่งในชีวิตครอบครัวของผมเลยนะ ครอบครัวแค่มายุ่งตอนที่ผมป่วยอยู่โรงพยาบาล ไม่มีใครดูแลนอกจากคุณแม่ น้องชาย คุณพ่อ พี่สาว แล้วก็ญาติ ลองถามเขาดูแต่ขอไม่พูดดีกว่า เขาน่าจะทราบ เขาบอกว่าเขาไม่พร้อมที่จะดูแล มันมีอีกหลายประเด็นขออนุญาตไม่พูด ไม่เข้าใจที่เขาให้สัมภาษณ์ว่าลูกจะได้อะไร ที่เขาพูดผมไม่กล้าดูจบ เขาบอกปกป้องสิทธิตัวเอง สิทธิตัวเองคืออะไร
.jpeg)
.jpeg)
เขาบอกผมฟ้องร้องสิทธิปกครอง ย้ำอีกทีคือไม่ใช่ เขาเป็นคนฟ้องร้องสิทธิปกครองบุตร 100% แต่ผมฟ้องรอบ 2 จริง แต่ผ่านไปเกือบ 1-2 ปี เหตุผมที่ฟ้อง เพราะผมเก็บมาเกือบ 3 ปี แต่มารู้สัก 2 ปี เพราะลูกเรียกผมว่าลุงมาตลอด แต่เรียกชื่ออีกคนว่าพ่อ ผมแก้ตัวให้ลูกด้วย จนตอนนั้นไปส่งลูก ลูกพูดต่อหน้าเขา ว่าวันนี้แด๊ดดี้จุดๆๆ ไม่มาเหรอ วันนี้ลุงเอสมาส่ง ผมก็เอ๊ะลูกพูดผิดหรือเปล่า จนผมได้มาเห็นกับตาตัวเองเมื่อปลายปีที่แล้ว ลูกไม่ได้โกหก คราวที่แล้วที่ผมถูกสัมภาษณ์ว่าลูกอยู่ไหน ที่ผมบอกว่าไม่ทราบว่าบ้านลูกอยู่ไหน ทุกวันนี้ก็ยังไม่ทราบ ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าลูกผมอยู่ไหน
ความรู้สึกตอนนี้ผมพูดไม่ออก ลูกหยุดเรียกว่าลุง เพราะว่าทางฝั่งนั้นเห็นว่าลูกเรียกต่อหน้าเขาด้วย วันรุ่งขึ้นลูกถึงกลับมาเรียกว่าพ่อ ก็ไม่รู้ว่าเขาไปพูดอะไรกับลูก ผมจำได้ที่ห้างสรรพสินค้า ลูกเรียกว่าลุงต่อหน้า เขาถามว่าแด๊ดดี้จุดๆ ไม่มาเหรอ ก่อนหน้านี้ลูกเรียก ก็ไม่เคยเกิดปัญหา อย่างที่ทุกคนเห็นผมไม่ค่อยชอบโพสต์คลิป ลูกจะติดผมเล่นกับผมเพราะว่าผมตามใจ แต่ตั้งแต่ตอนนั้นพฤติกรรมเปลี่ยน วันนึงเรามี 24 ชั่วโมง เดือนนึงคูณ 30 วัน ผมได้เจอลูกประมาณ 20 ชั่วโมง วันนึงไปรับลูกตอนบ่าย 3 ไปส่ง 6 โมงเย็น ตัดเวลาเดินทางไปรับ ก็เหลือวันละชั่วโมง อาทิตย์นึงได้เจอลูกประมาณ 2-3 วัน
.jpeg)
ส่วนเหตุผลที่เกิดขึ้นน่าจะถามเขา ว่าเพราะอะไร เรื่องมือที่สามผมไม่ทราบ แล้วขอไม่พูดถึงตรงนั้น แต่ขอปกป้องคุณแม่ เพราะสังคมเข้าใจผิด ว่าคุณแม่เข้ามาก้าวก่าย และมีมือที่สาม ก็ไม่รู้ว่าล่ามแปลผิดหรือเปล่า เขาอาจจะไม่ได้พูดแบบนั้น แต่ว่าคุณแม่คุณพ่อผมไม่ได้เข้ามายุ่ง เข้ามายุ่งเรื่องเดียว คือดูแลผมตอนอยู่โรงพยาบาล กับโอนเงินให้เขาตลอด เรื่องโอนเงินคือตอนก่อนหย่า เพราะญาติเป็นห่วงก็เลยโอนให้ตลอดส่วนสัญญาห้ามพูด อันนั้นผมเป็นคนเสนอเอง เพราะผมไม่อยากให้ลูกต้องมาเห็นภาพ ผมงงที่เขาบอกว่าปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง คุณลืมคิดถึงลูก ทำไมคุณไม่คิดถึงลูก คุณปกป้องตัวคุณหรือลูกกันแน่ ผมไม่ได้บอกว่าเขาเป็นแม่ที่ดี แต่ผมเชื่อว่าเขารักลูก ไม่มีใครที่จะไม่รักลูก แต่คุณอาจจะต้องคิดให้ละเอียดนิดนึง ก่อนที่จะทำลงไป
ความจริงมีคนเห็นก่อนผม แต่ไม่กล้าบอก ตอนที่ผมอยู่โรงพยาบาล (เข้ามาตอนที่เราจบความสัมพันธ์หรือเปล่า) ตอนนั้นผมอยู่โรงพยาบาลปี 65 ลองไปคำนวณดู แต่ผมขออนุญาตไม่พูด รู้จักกันก่อนหน้านี้หรือเปล่าผมไม่ทราบ ผมต้องการกลับมาเป็นพ่อ และเขาก็เป็นแม่เหมือนเดิม คือพ่อแม่และลูก ทำหน้าที่ของพ่อ นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการ เขาให้สัมภาษณ์บอกว่าผมฟ้องร้อง อันนั้นไม่ใช่เรื่องจริง ผมเป็นคนที่ขอคุยกับเขาตลอดว่ามันเป็นเพราะอะไร มันมีข้อตกลงอันไหนได้บ้าง ที่เราจะคุยกันได้อย่างดี คือเขาก็กำหนดเวลามา ว่าให้รีบเซ็นให้หน่อย จนไม่ได้เซ็นตามที่เขาต้องการ ก็เลยไปเจอหมายศาลที่บ้าน ว่าเขาฟ้องหย่า ความรู้สึกของผมตอนนี้ ลูกไม่ควรต้องมาเจออะไรแบบนี้ ลูกไม่ควรต้องมาได้ยินในสิ่งที่พ่อกับแม่พูด ส่วนคดีในชั้นศาลจะจบยังไงผมไม่รู้ สิ่งที่ผมฟ้องคือขอให้ได้เจอลูก ได้มีปฏิสัมพันธ์กับลูก ไม่ใช่แค่เดือนละ 20 ชั่วโมง
ล่าสุดที่ศาลเขาไม่อยากเจรจา ผมต้องการเป็นพ่อของลูก ไม่ใช่ลุง ถ้าเขาเจรจาผมก็ยินดีมากๆ คุณจะเสียเงินค่าทนายเพื่อ พ่อแม่ผมโอนเงินให้คุณเพื่อให้ใช้ ไม่ได้ให้เก็บไว้เป็นค่าจ้างทนาย ผมพยามคุยกับเขาเป็นปี แต่มันเป็นสิทธิ์ของเขา เสียใจที่มันกระเทือนกับลูก ที่เขาฟ้องตอนแรกคือสิทธิ์ 100% เขาไม่ได้ขอร้องคนละครึ่ง หรือว่าเขาไม่รู้ภาษาไทย แต่รอบที่สองที่บอกว่าผมฟ้องไป ใช่ครับ อันนั้นผมฟ้องไป เพื่อให้เป็นเครื่องเตือนว่ามาคุยกันดีๆ คือเขาฟ้องสิทธิ์ปกครอง แต่ผมแย้งไป สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ตามที่เขาฟ้อง เลยตกลงกันว่าให้มาเจอกันวันนี้ สุดท้ายก็เป็นไปตามข้อตกลง หวังว่าจากนี้จะไม่มีการขึ้นศาล










