“ซี พฤกษ์” เดินหน้าสู้! พึ่งกฎหมายจัดการคนปล่อยข่าวเท็จ อยากให้ออกมาขอโทษ ไม่ได้ต้องการเงิน
ก่อนหน้านี้นักแสดงหนุ่ม “ซี พฤกษ์” ไปแจ้งความเพื่อร้องทุกข์ และขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบกรณีมีกลุ่มผู้ไม่หวังดี นำคลิปวิดีโอและข้อมูลส่วนตัวไปเผยแพร่ พร้อมระบุข้อความในลักษณะใส่ความ บิดเบือนข้อเท็จจริง ว่าตัวศิลปินมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมและไม่จริงใจต่อแฟนคลับ ล่าสุดเจ้าตัวเปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า...
อ่านข่าวต่อ : “ซี พฤกษ์” ถูกเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ค่ายปกป้องรวบรวมหลักฐานแจ้งความ

“มีมาเรื่อยๆ แต่เราเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดมันไม่ใช่ข้อเท็จจริง เราต้องปกป้องตัวเอง ต้องสู้แล้ว เลยต้องหวังพึ่งกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งผมก็ได้เริ่มทำตามขั้นตอน โดนมาเรื่อยๆ เอาจริงๆ ผมเห็นคนในวงการเยอะมากที่โดนสิ่งพวกนี้ เราอยากออกมาปกป้องตัวเองเพื่อความบริสุทธิ์ใจ เพราะรู้สึกว่าตอนนี้ยอดวิวในโซเชียลมันเริ่มสูงขึ้น เราเลยปรึกษาทั้งพี่อ๊อฟชั่น ทนาย และผู้ที่มีความรู้ด้านนี้ เพราะพอยอดวิวสูง คนก็เริ่มเข้าใจผิด ทำให้เสียชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และกระทบไปถึงธุรกิจที่เราทำ เพื่อนร่วมงาน รวมถึงคนรอบตัวด้วย


คนเดิมๆ ก็มีที่ทำมา 5-6 ปีเลย จริงๆ มันมีหลายแอ็คเคาต์มาก เราพยายามรวบรวมหลักฐาน เพื่อให้พี่ๆ ตำรวจอ่านง่ายด้วย ใจจริงอยากจะแจ้งให้หมดเลย แต่เราเริ่มมีความรู้แล้วว่าทาง X หรือแพลต ฟอร์มต่างๆ มันสามารถหาตัวตนได้ยังไง โดยคุยกับตำรวจไซเบอร์ บางอย่างเราควบคุมไม่ได้ แต่เราสามารถปกป้องตัวเองได้ ผมอยากทำเคสนี้ให้เป็นตัวอย่าง เผื่อจะช่วยใครอีกหลายๆ ท่านได้ด้วย ได้คุยกับตำรวจไซเบอร์ ท่านก็สนับสนุนและให้ข้อมูลว่าที่มาที่ไปของแอ็คเคาต์เหล่านี้เป็นยังไง เราจะพยายามตามตัวให้ถึงที่สุด เรื่องระยะเวลาผมไม่แน่ใจ แต่ทุกคดีมีกำหนดเวลาของมันอยู่แล้ว ผมเองก็ไม่ชินที่มีคดีความ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกฎหมายพิจารณาว่าผิดมาตราไหน เราเคารพกฎหมายอยู่แล้ว เนื่องจากผมไม่ได้จบกฎหมายมา เลยให้ตำรวจพิจารณาเลยว่าควรเป็นข้อหาไหนบ้าง


เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม แต่อยากให้เคสนี้เป็นบทเรียนและเตือนสติคนใช้โซเชียลมากกว่า ในฐานะที่เราพอจะมีกระบอกเสียงก็อยากสื่อสารว่าสิ่งนี้มันไม่ถูกต้อง สุดท้ายแล้วบทลงโทษที่เราอยากให้เขาได้รับ ส่วนตัวผมนะ ถ้าเขายอมรับผิดในสิ่งที่ทำและออกมาขอโทษ ผมก็รู้สึกดีใจแล้ว ไม่ได้อยากได้เงิน แค่อยากให้เขารู้ตัว บางคนอาจจะทำไปโดยไม่รู้ตัว หรือทำตามๆ กันมาแบบอุปทานหมู่โดยไม่ได้ใช้วิจารณญาณ เพราะบางอย่างมันทำให้คนอื่นเสียหายมาก ผมเคยมีเพื่อนที่เป็นโรคซึมเศร้าเพราะเรื่องแบบนี้มาแล้ว พอมานั่งคิดก็แปลว่าเราเองก็สตรองมากนะที่ผ่านมาได้”











