“ขวัญ อุษามณี” รับแพนิก กังวลความปลอดภัยปมเจอชายคุก คาม จี้ตร.เร่งสืบหา
ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจกรณีนางเอกสาว “ขวัญ อุษามณี” เข้าแจ้งความ หลังถูกชายฉกรรจ์ปริศนาจู่โจมเข้าประชิดตัวชี้หน้าและพูดข่มขู่ซ้ำกรณีออกมาเปิดเผยข้อมูลคดี “แตงโม” ล่าสุดเจอ “ขวัญ” เลยถามถึงเรื่องนี้
อ่านข่าวต่อ : “ขวัญ” อัปเดตความคืบหน้าหลังถูกผู้ชายเข้าประชิดตัว ฟาดผู้ชายว่าผู้หญิง35 แก่ ลั่นโลกแคบมาก ระวังจะอยู่ไม่ถึง 35

“เรื่องความปลอดภัยและคดีความในตอนนี้ต้องขอบคุณคุณลุงสนธิ อาจารย์ปานเทพ แล้วก็พี่เอก ที่ช่วยดูแลขวัญในเรื่องความปลอด ภัยในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นพี่ๆ การ์ดที่ดูแลในเรื่องความเป็นส่วนตัวให้เรา หรือว่าในเรื่องเทคโนโลยีจากพี่เอก กาญจน์นาถ ก็ช่วยดูแลขวัญและคนใกล้ตัวขวัญ แล้วคนใกล้ชิดเราทั้งหมด ขวัญก็อยากจะแนะนำทุกคน คนไหนที่พอมีข้อมูลของพี่โม แต่ยังไม่กล้าที่เป็นพยาน หรือเก็บข้อมูลไว้ส่วนตัว ก็สามารถเอาข้อมูลตรงนี้ให้คุณลุงสนธิ อาจารย์ปานเทพ หรือพี่เอกได้เลย ถ้าเกิดว่าเมื่อไหร่ที่เราก้าวไปที่บ้านพระอาทิตย์ เราก็จะได้รับการปกป้องการดูแลกันอย่างดี เราจะไม่มีใครทิ้งใคร อยากให้ทุกคนปลอดภัย แล้วก็โล่งใจกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา เพราะว่าปัญหามันเกิดขึ้น แต่เราก็มีวิธีการในการตั้งรับหลากหลายรูปแบบ ความคืบหน้าที่โรงพัก เราก็อยากจะให้พี่ๆ นักสืบ หรือผู้มีอำนาจ เขาดำเนินการให้รัดกุมมากกว่านี้ แล้วก็มีความรวดเร็วและไวมากกว่านี้ เพราะว่าอย่างเคสที่แล้วที่เรียกไปสืบ เราก็ยังหาเหตุผลแรงจูงใจเขาไม่ได้ว่ามันเป็นเพราะอะไร เราก็ไม่อยากให้เพิกเฉยหรือเมินเฉยไป เพราะสุดท้ายสิ่งที่ขวัญกังวลก็คือความปลอดภัยของขวัญ

แบบนี้เขาเรียกว่าการข่มขู่ เพราะถ้าไม่ข่มขู่ เขาจะไม่มีประ เด็นพูดออกมาว่า อีก 3 เดือน ขวัญต้องเปลี่ยนคำพูด ถูกไหม การบิด เบือนของกฎหมายมันมี แต่หลักการประพฤติ หรือจริยธรรมที่มันก่อให้เกิดความไม่สงบในสังคม หรือไม่ถูกต้องตามจริยธรรมอันดีของสังคม อันนี้มันมาจากความรู้สึกขวัญ ขวัญไม่รู้สึกปลอดภัย แล้วเรารู้สึกถูกคุกคามและรุกล้ำ ยังไงขวัญก็อยากให้เจ้าหน้าที่การสืบสวนครั้งนี้ หาเหตุผลมาให้ได้ว่า ทำไมเขาถึงมีแรงจูงใจถึงคำพูดที่บอกว่า อีก 3 เดือน ขวัญจะต้องเปลี่ยนคำพูด คำพูดของขวัญมันสามารถเปลี่ยนได้ แต่ว่ามันต้องมาจากหลักฐานที่พิสูจน์ได้ตามหลักวิทยา ศาสตร์ ขวัญไม่สามารถบิดพลิ้วคำพูดได้ เพราะมันเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นมาแล้ว ขวัญรู้แล้วว่าอะไรที่เกิดขึ้น หรืออะไรที่เกิดขึ้นจริง อันนี้ขวัญพูดได้ ขวัญว่าเขาไม่ได้เป็นคนริเริ่ม แต่เขาเป็นการกระทำ เพราะฉะนั้นการที่เราจะสืบ เราก็ต้องดูว่าเขารับคำสั่งมาจากใคร หรือต้นตอมันคืออะไร อันนี้คือสิ่งที่เราต้องการจะสืบทราบเหตุผลว่า ที่มาที่ไปมันคืออะไร แต่ถ้าถามว่าตอนนี้กลัวหรือระแวงไหมเวลาไปไหนมาไหน กลัวค่ะ แต่ก็อย่างที่ขวัญบอกว่า หนึ่งคือ เราเป็นลูกตำรวจ เรามีเกียรติและเรามีศักดิ์ศรี ครึ่งหนึ่งที่เราเป็นลูกตำรวจ เราต้องยึดถือตามความถูกต้อง ถูกไหม แล้วก็อีกครึ่งหนึ่ง ขวัญเชื่อในความศรัทธาของบ้านพระอาทิตย์ที่ต้องดำเนินไปด้วยทํานองคลองธรรมและความยุติธรรม แล้วก็ต้องขอบคุณคุณลุงสนธิ อาจารย์ปานเทพ แล้วก็พี่เอกราชด้วย ที่ช่วยดูแลขวัญในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านกายภาพ หรือทางด้านกลวิธีต่างๆ เพราะพี่เอกราช เขาเก่งเรื่องนี้ เรายิ่งอยู่กับคนเก่งๆ คนที่มีความปกป้องตรงนี้ มันก็จะทำให้ชีวิตเราไม่รู้สึกว่าสั่นคลอนกับการที่เราต้องไปกังวล หรือเกรงกลัวอะไรกับสิ่งที่มันไม่ถูกไม่ควร

ถ้าถามว่าคิดว่าเป็นกระบวนการไหม ที่มีคนส่งมาคุกคามข่มขู่ ถ้าทางลักษณะทางกายภาพ เขาไม่สามารถคิด วิเคราะห์ ทำได้ขนาดนี้ คือเขาหนีพี่ๆ รปภ. ที่เป็นเจ้าหน้าที่ในสวนได้ 3 คน กับแฟนคลับอีก 1 คน เขาหนีหายไปได้อย่างไร ฉะนั้นเขาก็ต้องเตรียมการมาแล้วว่า ช่องทางในการที่เขาจะหนี เขาจะมีวิธีการไหนบ้าง แล้วไม่ได้ทำคนเดียว ทำงานแบบนี้หนีคนเดียวไม่ได้ ทั้งสวนเบญจกิตติ กว้างจะตาย มันต้องมีวิธีการที่ไม่ใช่ทำง่ายๆ แบบนี้ ส่วนโทรศัพท์ที่ได้มา สรุปเครื่องเปล่าที่พร้อมเซ็ตเอาไว้แบบที่เขาต้องการจะให้เราเห็น โดยการที่ปลอมเหมือนกับว่าเป็นแฟนคลับ แต่จริงๆ ไม่ใช่แฟนคลับ ตอนนี้ตำรวจค่อนข้างนิ่ง ล่าสุดก็คืออยากให้พี่ๆ ช่วยตามเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน อย่างล่าสุดที่ให้ขวัญไปที่ สน.ลุมพินี เขาเรียกชายคนนั้นมาสืบ เขาก็มากับคุณแม่ แต่เขาก็เหมือนให้การปฏิเสธคำให้การ แต่ไม่ได้บอกว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนี้ว่า อีก 3 เดือนเราต้องเปลี่ยนคำพูด อันนี้มันเป็นสิ่งที่เราติดใจ มันไม่มีเหตุผลโน้มน้าวที่ทำให้เขาต้องพูดประ เด็นนี้ออกมา ว่าเราจะต้องเปลี่ยนคำพูด เขาไม่ได้ป่วย ไม่ได้มีใบตรวจทางการแพทย์แต่เราในเรื่องของสิ่งที่เราเห็น หรือเราสามารถพินิจวิเคราะห์พิจารณาได้ว่า เขาอยู่เป็นกลุ่มบุคคลประเภทไหน ซึ่งคืออยู่ใกล้หมู่บ้านขวัญเลย

เวลาไปไหนมาไหน ต้องเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้นไหม ขวัญก็กลัวนะแต่ก็ขอบคุณแฟนคลับทุกคน แล้วก็พี่ๆ สื่อมวลชนทุกคนด้วย ทุกคนอยู่กับขวัญมาตั้งแต่เด็ก ทุกคนก็จะเห็นวิวัฒนาการของขวัญมากขึ้น ทุกวันนี้ที่เราทำมา เราก็พยายามจะทำในสิ่งที่ดีที่สุด ความเป็นตัวตนของเราบางทีมันก็เสียไปเหมือนกัน ถึงเรียกว่าการเสียสละ แต่มันก็อยู่ที่ทัศนคติขวัญเอง ขวัญก็ต้องเปลี่ยนมุมมองในการใช้ชีวิตด้วย ในการที่เราจะเลือกทำแบบนี้ มันก็เป็นสิ่งที่เราไม่ได้เสียสละคนเดียว อย่างที่ขวัญเห็น พี่เอกราชเสียสละอะไรไปแบบ หนักมากนะ แต่เราเห็นบ้านพระอาทิตย์ เห็นคุณพ่อเรา คุณพ่อเราก็เสียสละเหมือนกัน หนูว่าสิ่งที่หนูทำไม่ได้เศษเสี้ยวครึ่งหนึ่ง แต่หนูก็อยากจะทำ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา ก็อยากให้ทุกคนช่วยกันดูแล แล้วก็เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับขวัญด้วย ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ให้เป็นการดำเนินการ 100% ของคุณลุงสนธิ อาจารย์ปานเทพ แล้วก็พี่เอกราชหมดเลย ไม่ว่าคุณลุง คุณอา อาจารย์ เห็นว่าเราควรจะทำ การดำเนินการอะไร หนูก็จะเต็มที่ 100% เพราะเราเชื่อว่าท่านมีความรู้แล้วมีแบบแผนมาก กว่าเรา ตอนนี้การใช้ชีวิตเปลี่ยนไปเลย กลัวแพนิก แต่เราก็ปรับมุมมอง เอาตัวเราไปอยู่ในพระพุทธศาสนา เราก็เชื่อว่าถ้าเราอยู่ในทํานองคลองธรรม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พี่โม คุณพ่อขวัญ คนดีๆ หลายๆ ท่านที่อยู่ในสังคม ในแวดวงต่างๆ ท่านก็จะคุ้มครองหนูเอง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ให้เป็นภาระของพี่โมทำให้ขนาดนี้แล้ว คนอื่นพี่โมก็ไม่เลือก แล้วทุกอย่างก็มาลงที่หนู พี่โมเขาทำเต็มที่ในส่วนของพี่โมแล้ว ตอนนี้ก็ถึงหน้าที่ของคนหลังๆ คนไหนที่มีใจรักความยุติธรรม แล้วเห็นความเป็นคนได้มากพอ เราก็จะได้ช่วยพี่โมได้เต็มที่เหมือนกัน”












