คนกลางกรณีนศ18โผล่คอมเมนต์อีกราย....พ่อไม่โอเค ทั้งตัวเลขและเงื่อนไข
ต่อเนื่องกรณีทนายแก้วล่าสุดคนกลางคนสุดท้าย ผู้ใช้เฟซชื่อ pook sukonta โพสต์ พ่อไม่โอเค ทั้งตัวเลขและเงื่อนไข เธอเล่าว่า
“เห็นคนกลางโดนเปิด บอบช้ำกันไปทุกฝ่าย แล้วรู้สึกเงาหัวตัวเองจะหายค่ะ เล่นตัวเองเจ็บน้อยสุด สรปุกเองคือคนกลางคนสุดท้ายเองค่ะ”
(8).jpg)
(8).jpg)
“ดิฉันถูกทาบทามจากรุ่นพี่ที่สนิทกัน ว่ามาเป็นคนไกล่เกลี่ยให้ทนายแก้วและพ่อหน่อยได้ไหม พอทั้งพ่อและทนายติดต่อมา ตกลงกันไม่ได้สักที จึงได้เริ่มการพูดคุยผ่านแชตส่วนตัวทั้ง Messenger และ LINE และทางนี้ไม่รู้จักทั้งสองฝ่ายเป็นการส่วนตัว”
“ทั้งสองคนให้ข้อมูลไปคนละทิศละทาง ฝั่งทนายยืนยัน ว่าเหตุเกิดก่อนถึงร้านอาหาร ถ้าน้องเขาไม่สบายใจ ทำไมไม่สู้ ทำไมไม่หนี นั่งกินข้าวกับเขาต่อทำไม และยังถ่ายรูปและคุยเล่นกับเขาต่อ ใจมันเลยคิดไปไกล”
“ฝั่งพ่อยืนยัน น้องแจ้งว่าถูกละเมิด พวกเขาไม่ต้องการสิ่งใด นอกจากความเป็นธรรม เพราะเขากลัวทนายมีชื่อเสียง เขาไม่รู้จักใคร และกลัวคดีไม่คืบหน้า”
(6).jpg)
(6).jpg)
พอเราถามพ่อต้องการอะไร การเปิดหน้าสู้ ยังไงก็มีแต่เสียหาย โลกโซเชียลใจร้ายมากนะ (และสิ่งที่เกิดขึ้นก็ตรงกับสิ่งที่เราเตือนไป) พ่อดูโอเคกับตัวเลขที่เคยคุยไปตอนเจรจารอบก่อนๆคือ 5 ล้านบาท คู่กรณีไหวเท่าไหร่ แต่เราตอบไปว่าที่ทางนั้นน่าจะไหวคือ 2.5 ล้าน และนั่นคือก่อนเรื่องจะหลุด แต่นี่หลุดไปแล้ว กลายเป็นทนายเลวไปแล้ว พ่อถามเป็นเราจะรับไหม
เราบอกเรารับ เพราะสู้คดีกัน พฤติกรรมที่น้องทำ มันดูเสียเปรียบ ทั้งเรื่องการแชตคุย ทั้งอายุความที่น่าจะหมดไปช่วงธันวา เพราะไม่มีการประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัล (ข้อกฎหมายเราไม่แน่น อย่าเชื่อเรามาก) สำหรับเรา การจบเพื่อให้ทุกฝ่ายบอบช้ำน้อยสุด มีทางเดินต่อ น่าจะดีกับทุกคน Digital Footprint มันโหดร้ายและไม่มีวันถูกลบ และตัวทนายเองก็ฉาวไปแล้ว
พ่อถามเงื่อนไข เราก็โทรไปถามทนาย ทนายแจ้งมาว่าต่างคนต่างเคลียร์ใจในข้อความ เขาจะได้มีทางเดินต่อ
พ่อไม่โอเค ทั้งตัวเลขและเงื่อนไข
“เราไปถามทนายอีกรอบ ทนายบอกงั้นไม่ต้องส่งข้อความมาก็ได้ แค่ไม่ให้สัมภาษณ์ ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป เพราะเขาเหนื่อยกับเรื่องนี้มากๆ ยืนยันอีกครั้งว่าเขาไม่ได้ทำเลวขนาดที่ข่าวออกมา”
พ่อไม่ตกลง และแจ้งว่าทนายแถลงได้เลย
เราแจ้งทนายแก้ว ทนายเลยโพสต์ชี้แจงในเพจส่วนตัว
คุณพ่อทักหาเราตี 2 กว่าบอกอยากคุยเพิ่ม เรามาเห็นอีกทีบ่ายๆ ติดต่อไป พ่อไม่รับสาย และวันนั้นก็มีการแถลงจากฝั่งทนายของน้อง
“สรุปคือการเจรจาไม่สำเร็จ เงินไม่ได้ เจ็บปวด เสียชื่อกันหมด ตามที่คนกลางทุกคนเคยเตือน เรื่องนี้จะไม่รุนแรงขนาดนี้ คดีอนาจารโทษมันไม่หนัก หลักฐานก็ไม่ชัด ถามทนายหลายคนมา ขึ้นศาลจบก็ราวๆ หลักแสนต้นๆ เพราะไม่ได้ทำต่อหน้าธารกำนัล (ยังมีข้อถกเถียงจุดนี้) และไม่มีการประทุษร้าย แต่ผู้กระทำผิด เป็นทนายดัง พอเป็นบุคคลสาธารณะ สังคมก็คาดหวังว่าต้องประพฤติตัวในศีลในธรรม เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม ราคาก็โดดตามความมีชื่อเสียง ส่วนใครจะคิดว่าฝั่งไหนผิดมาก ผิดน้อย ตามสะดวกใจเลยค่ะ”
“ที่ออกมาช้า เพราะตอนแรกว่าจะเงียบๆ แต่เห็นพูดถึงคนกลางในทางที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง คนกลางไม่ได้อะไรเลยนะคะ เสียเวลาไปทุกภาคฝ่าย บางคนปีใหม่แทบไม่ได้เที่ยว ต้องมาช่วยเจรจา แนะนำไรก็ไม่ทำ และได้ข้อมูลจากสองฝ่าย คนละทิศคนละทางจริงๆ แถมตอนสุดท้ายไม่ถูกปกป้องจากใคร โดนสังคมตราหน้า ด่าไปยันลูกที่ไม่เกี่ยวข้อง พอคนกลางทุกคนได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันก็ได้แต่ส่ายหัวว่ากูไม่น่าเล้ย”
จบ
(4).jpg)
(9).jpg)










